ความล้มเหลวในนัดชิงยูโร 2020 ของทีมชาติอังกฤษ

ผมขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว คำพูดที่เปล่งเสียงออกมาเบาๆ ของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ที่ไม่สามารถพา “ทัพสิงโตคำราม” คว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 2020 ตามที่คาดหวังไว้ได้ ถึงแม้ว่าครั้งนี้อังกฤษจะมีความได้เปรียบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสนามแข่งขันนัดชิงจัดขึ้นที่สนามเวมบี่ลย์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หรือแฟนบอลที่พร้อมใจกันเข้ามาเชียร์ทีมรักของตัวเองอย่างคับคั่ง แต่สุดท้ายก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะได้สัมผัสโทรฟี่อันทรงเกียรติใบนี้ไปได้

เริ่มเกมเพียงแค่ 2 นาที ลุค ชอว์ แบ็คซ้ายของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำประตูให้อังกฤษขึ้นนำและเป็นประตูแรกของเขาในการรับใช้ทีมชาติอังกฤษ เสียงเฮจากแฟนบอลกึกก้องทั่วสหราชอานาจักร ด้วยความหวังที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภาพการชูถ้วยอย่างที่ทุกคนไดจินตานการไว้ก็เหมือนจะเริ่มมีความจริงขึ้นมาแล้ว

แต่พอหลังจากที่ขึ้นนำแล้วใครจะไปคิดว่ามันคือหายนะ อังกฤษมีตัวผู้เล่นในเกมรุกอย่างครบมือกว่าทั้งตัวจริงและตัวสำรอง สามารถลงมาทดแทนกันได้อย่างราบรื่น ความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของแต่ละคนเรียกได้ว่าฟอร์มโหดกันทุกคน แต่สุดท้ายแล้วกลับใช้สถานการณ์ความได้เปรียบมาทำให้ทีมตัวเองเสียเปรียบแบบไม่น่าให้อภัย

เพราะตั้งแต่ที่ขึ้นนำไปแล้วอังกฤษตั้งรับอุดไม่ให้เสียประตูอย่างเดียว จนกดดันตัวเองและไม่เล่นตามสไตล์ที่ตัวเองมีอยู่ ทำให้อิตาลีใช้ความเป็นทีมเวิร์คค่อยๆ พยายามเจาะแผงรับถึงแม้ว่าช่วงแรกจะทำไม่ค่อยได้ก็ตาม แต่พอได้ลูกตีเสมอจาก เลโอนาร์โด โบนุชชี่ ปราการหลังมากประสบการณ์ จากที่ว่าเกมรับอังกฤษที่เหนียวแน่นมาตลอดทั้งเกม กลายเป็นหลุดสมาธิและเริ่มมีช่องโหว่ให้เห็นอยู่บ่อยๆ

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการแก้เกมของเซาธ์เกต ซึ่งถือว่าสอบตกเอามากๆ ตลอดที่ผ่านมมในเกมยูโร 2020 จริงอยู่ว่าเขามักจะชอบทำอะไรที่แฟนบอลอย่างเราๆ นึกไม่ถึงจนพาทีมเข้ามาสู่ในรอบชิง แต่ครั้งนี้เซาธ์เกตทำกับทีมที่แข็งแกร่งและมีโค้ชที่ประสบการณ์สูงอย่างอิตาลีไม่สำเร็จ แทนที่เขาจะใช้แท็คติคส่งแนวรุกที่พึ่งพาและมีสกิลสูงอย่าง แจ็ค กรีลิช ลงมาแก้เกมตั้งแต่แรกในช่วงครึ่งหลัง แต่ดันปล่อยให้เวลายืดเยื้อมาจนถึงต่อเวลาพิเศษแล้วค่อยเปลี่ยนตัวลงมา ไม่เข้าใจว่าคิดอะไรอยู่และทำไมไม่กล้าที่จะตัดสินใจวัดกันให้เด็ดขาดในช่วงครึ่งหลังไปเลย

ต่างกับมันชินี่ที่เห็นท่าไม่ค่อยดีกล้าได้กล้าเสียเปลี่ยนตัวผู้เล่นที่มีประสบการณ์สูงเข้ามาถึง 2 คนในนาทีที่ 54 จนทีมกลับมาตีเสมอได้สำเร็จ แต่ไฮไลท์เด็ดที่ทุกคนจะต้องจดจำกันไปอีกนานคือการส่งตัวผู้เล่นลงมาในนาทีที่ 120 เพื่อมายิงจุดโทษซึ่งมีสองคนได้แก่ เจดอน ซานโช่ และมาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ยังใช้สูตรเดิมด้วยการถอดตัวสำรอง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ลงสนามแล้วแต่ต้องกลับไปนั่งดูเพื่อนอีกครั้ง

และก็เป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ การที่เอานักเตะดาวรุ่งลงมายิงจุดโทษเป็นอะไรที่เสี่ยงเอามากๆ แทนที่จะใช้ผู้เล่นที่มีประสบการณ์ผ่านทัวร์นาเมนท์ใหญ่ๆ มาทั้ง เฮนเดอร์สัน และ วอล์คเกอร์ ที่ถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 120 ล้วนแล้วสามารถทำหน้าที่ยิงจุดโทษในเกมที่กดดันเช่นนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังเอา บูคาโย่ ซาก้า ในวัย 19 ปี เป็นตัวเลือกลำดับสุดท้ายในการยิงจุดโทษอีกต่างหาก

ในความเห็นส่วนตัวแล้วการพลาดจุดโทษของเด็กสามคนสุดท้าย ได้แก่ แรชฟอร์ด , ซานโช่ และซาก้า ไม่ใช่ความผิดของนักเตะเลยสักนิด เพราะเชื่อว่าพวกเขาก็ทำหน้าที่ตามที่โค้ชสั่งมาอย่างดีที่สุดแล้ว แต่เพียงแค่ว่าเซาธ์เกตจะต้องเลือกนักเตะที่ลงสนามบ่อยๆ และมีประสบการณ์มากกว่านี้ทำหน้าที่สังหารจุดโทษจะดีกว่า หวังว่าบทเรียนในทัวร์นาเมนท์ยูโร 2020 ครั้งนี้ของอังกฤษจะสอนอะไรหลายๆ อย่างจนพัฒนาขึ้นไปในอนาคตข้างหน้า